บุคคลสำคัญ

บุคคลสำคัญในอดีต

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)

รัชกาลที่ 2 พระนามเดิมว่า “ฉิม” เป็นโอรสองค์ที่ 4 ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2310 ณ นิวาสถานตำบลอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อเจริญวัยได้ทรงศึกษาเล่าเรียน ณ วัดบางหว้าใหญ่และได้ตามเสด็จ ในราชการ สงครามหลายครั้งกับพระราชบิดา ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 2 พรรษา ครั้นทรงพระเจริญวัยมีพระชันษาสมควรแก่การศึกษาเล่าเรียน สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ได้นำไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนกับสมเด็จพระวันรัตน์(ทองอยู่) ณ วัดระฆังโฆสิตาราม(วัดบางหว้าใหญ่) ขณะที่มีพระชนมายุตั้งแต่ 8 ชันษาก็ได้ตามเสด็จไปในราชการสงครามทุกครั้ง อาทิ สงครามที่เชียงใหม่ ราชบุรี พิษณุโลก นครจำปาศักดิ์ กรุงศรีสัตนาคนหุตและกรุงกัมพูชา 
ตลอดสมัยกรุงธนบุรี ครั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 1 ก็ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 16 พรรษา และโปรดให้เสด็จไปประทับ ณ พระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ปากคลองบางกอกใหญ่เมื่อถึงปี พ.ศ. 2331 ได้ผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปจำพรรษา ณ วัดสมอราย เป็นเวลา 1 พรรษา หลังจากลาสิกขาแล้วจึงกลับเข้ารับราชการ เมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทิวงคตลง ในปี พ.ศ. 2349 เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร จึงได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่ง สถานมงคล ( วังหน้า )ทรงมีพระนามว่ากรมพระราชวังบวรมหาอิศรสุนทรขณะนั้น มีพระชนมายุได้ 40 พรรษา แล้วอีก 3 ปีต่อมา ( 2352 ) รัชกาลที่ 1 สวรรคต จึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 2 ในพระบรมราชจักรีวงศ์ มีพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาศกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยคโรมนต์ สกลจักรวาลาธิเมนทรต์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาดาธิบดี ศรีสุวิบูลย์ คุณอกณิฐ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิเบศร์ โลกเชฐวิสุทธิ์ รัตนมงกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร) (พระนามที่ปรากฏ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นั้น พึ่งถวายพระนามเรียกเมื่อรัชกาลที่ ๓) ดำรงตำแหน่งในราชสมบัติ 15 ปีเศษ ก็สวรรคต เมื่อ 21 กรกฎาคม 2367 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา มีพระราชโอรสและพระราชธิดา รวม 73 พระองค์

แฝดสยาม อิน-จัน

     อิน-จัน เป็นฝาแฝดที่มีตัวติดกันทางส่วนหน้าอก (โดยบันทึกของชาวตะวันตกบอกว่า เนื้อที่เชื่อมกันระหว่างอกนี้สามารถยืดได้จนทั้งคู่สามารถหันหลังชนกันได้) เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2354 ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 2 ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีบิดาเป็นชาวจีนอพยพแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 ชื่อ นายที มารดาเป็นคนไทยชื่อ นางนาก (บันทึกของชาวตะวันตกเรียกว่า นก (Nok) ซึ่งฝาแฝดคู่นี้สามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ แตกต่างไปจากแฝดติดกันคู่อื่น ๆ ที่มักเสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน
     ตามกฎหมายในเวลานั้น ทั้งคู่ต้องถูกประหารชีวิตเนื่องจากความเชื่อที่ว่าเป็นตัวกาลกิณี แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็หาได้มีเหตุการณ์ใด ตามความเชื่อไม่ โทษนั้นจึงได้รับการยกเลิก
    
      เมื่อทั้งคู่อายุได้แค่ 2 ขวบ บิดาก็เสียชีวิตลงด้วยอหิวาตกโรค ภาระจึงตกอยู่ที่มารดาแต่เพียงผู้เดียว แฝดทั้งคู่จึงช่วยเหลือมารดาเท่าที่เด็กในวัยเดียวกันจะทำได้ ความพิเศษของเด็กทั้งคู่ทราบไปถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางนากและอิน-จันเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วในปี พ.ศ. 2370 ก็มีพระบรมราชานุญาตให้อิน-จันได้เดินทางร่วมไปกับคณะทูตเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศโคชินไชน่า (เวียดนามในปัจจุบัน)
    ในปี พ.ศ. 2367 นายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษ หรือที่คนไทยสมัยนั้นเรียกว่า "นายหันแตร" ได้นั่งเรือผ่านแม่น้ำแม่กลอง และได้พบแฝดคู่นี้กำลังว่ายน้ำเล่นอยู่ ด้วยความประหลาดและน่าสนใจ นายฮันเตอร์จึงคิดที่จะนำฝาแฝดคู่นี้ไปแสดงโชว์ตัวที่สหรัฐอเมริกา จึงเข้าทำความสนิทสนมกับครอบครัวของฝาแฝดอยู่นานนับปี จนพ่อแม่ของทั้งคู่ไว้วางใจ ในที่สุดนายอาเบล คอฟฟิน กัปตันเรือสินค้า เดอะ ชาเคม (The Sachem) ซึ่งขณะนั้นได้เข้ามาทำการค้าในประเทศไทย ก็เป็นผู้นำตัวคู่แฝดออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2372 ขณะนั้นอิน-จัน อายุได้ 18 ปี โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 138 วัน จึงถึงเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา และที่นี่เองที่คู่แฝดได้ทำการเปิดตัว ก่อนจะออกเดินทางแสดงทั่วอเมริกาและยุโรปอีกร่วม 10 ปี (เอกสารบางฉบับบอกว่า ไม่ได้เริ่มที่บอสตัน แต่ไปตั้งหลักที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย) โดยสัญญาที่ทำไว้กับนายฮันเตอร์และนายคอฟฟินสิ้นสุดลงเมื่อทั้งคู่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยในช่วง 2 ปีแรก ทั้งคู่ก็ได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทน แต่ก็มีบางครั้งก็ถูกเอาเปรียบด้วย เมื่อเป็นอิสระทั้งคู่ก็เปิดการแสดงเอง และได้แสดงไปทั่วสหรัฐอเมริกา

     จนเมื่ออายุได้ 28 ปี ใน พ.ศ. 2382 ทั้งคู่ก็ได้ลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านแทรปฮิลล์ (Traphill) เขตชานเมืองวิลส์โบโร (Wilkesboro) เคาน์ตีวิลส์ ในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา พร้อมกับได้เปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน โดยมีชื่อว่า เอ็ง-ชาง บังเกอร์ (Eng and Chang Bunker) พร้อมกับได้แต่งงานกับหญิงชาวอเมริกัน และมีลูกด้วยกันหลายคน ซึ่งระหว่างที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตในต่างประเทศนั้น มีความพยายามหลายครั้งจากหลายบุคคลที่จะทำการผ่าตัดแยกร่างทั้งคู่ออกจากกัน แต่ท้ายที่สุดก็มิได้มีการดำเนินการจริง ๆ
     จากบันทึกที่ได้บันทึกไว้ ระบุว่า จัน (คนพี่) เป็นคนที่มีอารมณ์ร้อน หุนหันพลันแล่น และชอบดื่มสุราจนเมามาย ขณะที่ อิน (ผู้น้อง) กลับมีนิสัยตรงกันข้าม คือ ใจเย็น สุขุมกว่า และไม่ทานเหล้า อีกทั้งทั้งคู่เคยทะเลาะวิวาทจนถึงขั้นชกต่อยกันเองมาแล้วด้วย
     จากการที่จันผู้พี่นิยมดื่มเหล้าจนเมามายบ่อย ๆ ทำให้เป็นโรคหลายโรค จนในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2417 จันก็เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวาย จากนั้นอีกราว 2 ชั่วโมงถัดมา อินก็ได้เสียชีวิตตามไปด้วย ซึ่งจากการชันสูตรและลงความเห็นของแพทย์สมัยใหม่ ระบุว่า อินต้องสูญเสียเม็ดเลือดแดงให้แก่จันที่เสียชีวิตไปแล้ว ผ่านทางเนื้อที่เชื่อมกันที่อก ทั้งคู่เสียชีวิตขณะที่มีอายุได้ 63 ปี

หลวงประดิษฐไพเราะ

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง2424-2497) เดิมมีชื่อว่า "ศร" เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2424 ในรัชสมัยขององค์พระบาทพระจุลจอมเกล้า ที่ตำบลดาวดึงส์ อ.อัมพวา สมุทรสงคราม เป็นบุตรชายคนเล็กของครูปี่พาทย์ชื่อสิน และนางยิ้ม เป็นคนมีพรสวรรค์ทางดนตรี สามารถตีฆ้องวงใหญ่ได้เองตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เริ่มเรียนปี่พาทย์เมื่ออายุ 11 ปี ตีระนาด "ไหวจัด" (ภาษาทางดนตรีโดยเฉพาะระนาดเอก หมายถึง การตีรัวได้เร็วมาก) มาตั้งแต่เด็ก โดยมีบิดาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาปี่พาทย์ให้จนกระทั่งมีความสามารถในการประชันวงถึงขั้นมีชื่อเสียงไปทั่วลุ่มแม่น้ำแม่กลอง
จากการได้ออกแสดงฝีมือนี้เองทำให้ชื่อเสียงของนายศร เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักดนตรีมากขึ้น โดยเฉพาะในงานใหญ่ครั้งแรก คือ งานโกนจุกเจ้าจอมเอิบ และเจ้าจอมอบ ธิดาเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ จังหวัดเพชรบุรีนั้น ฝีมือระนาดเอกของนายศรปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ การได้ตี "ไหว" คำว่า "ไหว" นี้เป็นภาษาทางดนตรีโดยเฉพาะระนาดเอก หมายถึง การตีได้รัวเร็วอย่างยิ่ง ใครตีได้อย่างนี้จัดว่ามีฝีมืออยู่ในขั้นสูงทีเดียว ครั้งนี้เองที่ทำชื่อให้นายศรบุตรครูสินไว้มาก อีกครั้งหนึ่งที่สำคัญ คือ การประชันวงในวันคล้ายวันเกิดของเจ้าคุณจอมมารดาสำลี พระมารดาพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี นายศรได้แสดงฝีมือการเดี่ยวระนาดเอกเพลงกราว ในเถาเพลงนี้เป็นเพลงที่ต้องใช้วิธีการบรรเลง ยากมาก และกินเวลาถึง 1 ชั่วโมง นายศรบรรเลงได้อย่างดียิ่ง เป็นที่พอพระทัยของเจ้านายที่เสด็จมาในงานนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ซึ่งเป็นนักดนตรีฝีพระหัตถ์เยี่ยมถึงกับประทานรางวัล
หลวงประดิษฐไพเราะได้ประพันธ์เพลงไทยเอาไว้เป็นจำนวนมาก เพลงเถาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเพลงหนึ่งคือ “แสนคำนึงเถา” ซึ่งเป็นเพลงที่แสดงอัฉริยภาพของท่านทั้งการอาศัยแนวคิดเรื่อง เสียงธรรมชาติ, ลูกนำ, อารมณ์แปรปรวนต่างๆ ไพเราะงดงาม และยังแสดงถึงร่องรอยประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรียกว่ายุค “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” และ “มาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ” อีกด้วย
ข้อโดดเด่นในความเป็นดุริยกวีของท่านคือ คิดประดิษฐ์วิธีการบรรเลงที่แปลกใหม่ไม่เคยมีมาก่อน ท่านคิดเทคนิคในการเล่นระนาดขึ้นมาใหม่ เช่น พัฒนาวิธีการจับไม้ระนาดเพื่อตีให้ได้เสียงต่างกัน โดยแต่เดิมนั้นมีการจับไม้ระนาดแบบปากนกแก้วอย่างเดียว ท่านพลิกแพลงเป็นการจับไม้แบบปากกาบ้าง แบบปากไก่บ้าง นอกจากนี้ ท่านยังทำให้ระนาดมีบทบาทสำคัญในวงปี่พาทย์ ด้วยรสชาตของการกำหนดแนวทีท่า ขึ้นลง สวมส่ง สอดแทรก ทอดถอน ขัดต่อ หลอกล้อ ล้วงลัก เหลื่อมล้ำ โฉบเฉี่ยว และที่ท่านเน้นคือวิธีใช้เสียงและกลอนให้เกิดอารมณ์ต่างๆ
จากนั้นท่านได้ตั้งสำนักดนตรีของที่บ้านบาตร ท่านมีลูกศิษย์มากมาย นักดนตรีไทยรุ่นต่อๆ มาได้นำวิธีการของหลวงประดิษฐไพเราะมาเป็นแบบฉบับ นับว่าท่านเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทยสูงสุดท่านหนึ่ง
หลวงประดิษฐไพเราะ ป่วยด้วยโรคลำไส้ และโรคหัวใจ ท่านถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบท่ามกลางบุตรภรรยา และนายแพทย์ เมื่อเวลา 19.45 น. วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2497 สิริรวมอายุได้ 72 ปี 7 เดือน 2 วัน

ผิน ชุณหะวัณ

เป็นบิดาของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เกิดที่ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับสมัครเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ ที่โรงเรียนนายสิบ กรมทหารที่ 4 ราชบุรี เมื่อมีอายุได้ 16 ปี จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยทหารบก จนจบ หลังจากนั้นได้เข้าเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่ออายุ 37 ปีได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงชำนาญยุทธศาสตร์” และ พ.ศ. 2472 ได้เลื่อนยศเป็นพันตรีในเวลาถัดมา ในปี พ.ศ. 2490 ร่วมมือกับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ครูเอื้อ สุนทรสนาน

เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2453 ณ ตำบลโรงหีบ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้เข้ารับราชการประจำกองเครื่องสายฝรั่งหลวงในกรมมหรสพ กระทรวงวัง รับพระราชทานยศเป็น “เด็กชา” เมื่อปี พ.ศ. 2467 ครูเอื้อเป็นหัวหน้าวงดนตรีสุนทราภรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย เคยได้รับพระราชทานเหรียญรูปเสมาทองคำที่มีพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. จากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันครบรอบ 30 ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512
อภิเดช ศิษย์หิรัญ (จอมเตะแห่งบางนกแขวก)
อภิเดช ศิษย์หิรัญ มีชื่อจริงว่า ณรงค์ ทรงมณี เกิดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2484 ที่ ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม แต่งงานกับ นางปรางค์ทิพย์ ทรงมณีมี บุตร- ธิดารวม 3 คน คือ สายวรุณ ทรงมณี, อนวัฒน์ ทรงมณี และ พุทธภรณ์ ทรงมณี
สมัยเด็ก อภิเดชหรือมีชื่อเล่นว่า ''ตังค์'' เป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย ไม่ชอบเที่ยวเตร่ เรียนหนังสือไม่เก่งแต่มีความสามารถในการเล่นกีฬาแทบทุกชนิด โดยเฉพาะฟุตบอล ตะกร้อ กระโดดสูง ค้ำถ่อและวิ่ง จนเป็นนักกีฬาคนเก่งของโรงเรียน คว้าเหรียญชัยมานับไม่ถ้วน สร้างชื่อให้กับโรงเรียนมากมาย 
เมื่อเข้ามาศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาได้มีโอกาสฝึกมวยไทยกับ ครูสุพร วงศาโรจน์ ไม่นานนักก็ได้มีโอกาสขึ้นชกครั้งแรกที่เวทีมวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี และประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะ หลังจากนั้นก็ตระเวนขึ้นชกหาประสบการณ์เรื่อยมาจนเริ่มมีชื่อเสียงขจรขจายไกลไปทั่ว
ต่อมาเกษมและ นางองุ่น เอี่ยมภิญโญ ไปพบจึงนำมาอยู่ในสังกัด จึงเป็นที่มาของนักมวยที่ชื่อ อภิเดช ศิษย์หิรัญ จากนั้นก็ขึ้นชกจนชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตกพร้อมทั้งสร้างเกียรติประวัติคว้าแชมป์มวยไทยเวทีราชดำเนินและลุมพินีมาครองถึง 5 เส้น สำหรับคู่ต่อสู้ดังๆ ที่ปะทะกันมาก็มี ''แชมป์มงกุฎเพชร'' อดุลย์ ศรีโสธร, ''จอมบุก'' สมพงษ์ เจริญเมือง, เดชฤทธิ์ อิทธิอนุชิต, ราวี เดชาชัย, แดนชัย เพลินจิต ฯลฯ โดยนักชกเหล่านี้ล้วนเคยลิ้มลองชิมเพลงแข้งจอมเตะแห่งบางนกแขวกมาแล้วทั้งสิ้น
เมื่อด้านมวยไทยไร้คู่ต่อกร ต่อมาอภิเดชได้เบนเข็มชกสากลตามแบบอย่าง เดชฤทธิ์ อิทธิอนุชิต ผลปรากฏว่าประสบความสำเร็จครองแชมป์เวทีราชดำเนินและลุมพินีในรุ่นเวลเตอร์เวตได้ชกกับ เอลิลิโอ อรันดา ได้รับชัยชนะในยกแรก ได้ครองแชมป์ภาคตะวันออก OPBF เป็นครั้งแรก
หลังจากที่วัยสังขารเป็นอุปสรรค ทางด้าน อภิเดช ศิษย์หิรัญ ได้ตัดสินใจแขวนนวมในวัย 30 กว่าปี หลังจากนั้นก็หันไปประกอบธุรกิจเปิดบริษัทกำจัดปลวก เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่ทว่าไม่ประสบความสำเร็จจึงหันมาค้าขายมะพร้าวส่งตลาดย่านห้วยขวาง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก ในปี 2526 ดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่อภิเดชประสบโชคร้ายอย่างที่สุดเมื่อน้ำท่วมกรุงเทพฯ ทำให้ธุรกิจค้าขายล่มถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัว สิ้นเนื้อประดาตัว เท่านั้นไม่พอ รถกระบะที่ถือเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายมาถูกขโมยอีก ต่อมา เสี่ยบรรจง บุษราคัมวงษ์ โปรโมเตอร์ศึกแฟร์เท็กซ์ เวทีลุมพินี และหัวหน้าค่ายแฟร์เท็กซ์ ทราบข่าวจึงยื่นมือให้การช่วยเหลืออดีตยอดมวยชื่อก้องให้ได้มีโอกาสด้วยการให้เข้ามาดูแลนักมวยในค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ และได้ให้การช่วยเหลือตามอัตภาพก่อนที่จะมาถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์
ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์  เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ ที่บ้านริมแม่น้ำแม่กลอง ตลาดบางจาก ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา  ศ.ดร.อุทิศ ฯ เป็นทั้งนักวิชาการ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักเขียน ที่มีผลงานเป็นจำนวนมาก และยังเป็นผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรีไทย ผลงานที่สำคัญคือ ในด้านการวิจัยและบทความต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ การบัญชี มีมากกว่า ๑๐๐ เล่ม และได้เขียนตำราดนตรีไทยได้แก่ทฤษฎี และการปฏิบัติดนตรีไทย ภาค ๑  ภาค ๒  ประมวลเพลงไทย (สำหรับบทปี่พาทย์) เพลงเต็มและเพลงเนื้อเต็มต่าง ๆ  หนังสือคู่มือฝึกอังกะลุง หนังสือคู่มือฝึกขลุ่ย โน้ตเพลงไทย มีจำนวนมากกว่า ๑๐๐ เล่ม 
ทูล ทองใจ
เกิดเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ.2472 ณ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นักร้องเพลงลูกทุ่งชาวสมุทรสงคราม เข้าสู่วงการจากการชักนำของ เบญจมินทร์ (ตุ้มทอง โชคชนะ) โดยอัดแผ่นเสียงเพลงแรกชื่อ “พี่ทุยหน้าทื่อ” ก่อนจะโด่งดังกับเพลงโปรดเถิดดวงใจผลงานของเบญจมินทร์เช่นเดียวกันก่อนที่จะมาฝากให้อยู่กับวงดนตรีจุฬารัตน์ ของครูมงคล อมาตยกุล และได้รับการสนับสนุนจากครูไพบูลย์ บุตรขัน เคยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานจากเพลง รักใครไม่เท่าน้อง (พ.ศ.2509) นางรอง (พ.ศ.2514) และ อยากบอกรักแต่ไม่กล้า (พ.ศ.2522) ต่อมาในปี พ.ศ.2532 ได้รับรางวัลพระราชทานจาการกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย จากเพลง น้ำตาเทียน และเพลง โปรดเถิดดวงใจ